บทที่ 10 หนังสือสัญญาหย่า

เสียงล้อกระเป๋าเดินทางครูดกับพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะ... ครืด... ครืด... สะท้อนไปตามโถงทางเดินชั้นสอง มนต์สิชากระชับด้ามจับกระเป๋าแน่น ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง แม้อาการเจ็บแปลบที่ซี่โครงจะแล่นริ้วขึ้นมาทุกครั้งที่ลงน้ำหนักเท้า แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความตั้งใจของเธอได้

สายตาทอดมองผนังทางเดินที่ประดับภาพวาดศิลปะราคาแพง กรอบรูปสีทองที่เธอเคยตั้งใจเลือกซื้อมาประดับบ้าน บัดนี้ดูว่างเปล่าและกลายเป็นแค่สิ่งของประดับบารมีที่ไม่มีความหมายอะไรกับเธออีก

เธอหยุดยืนหน้าประตูไม้โอ๊กสีเข้มบานใหญ่ ห้องทำงานส่วนตัวของภพธร พื้นที่หวงห้ามที่เขาใช้หลบเลี่ยงชีวิตคู่มาตลอดสามปี เธอนับครั้งได้ว่าเคยก้าวเข้าไปในห้องนี้กี่หน ส่วนใหญ่ก็แค่เอากาแฟดำไปวางให้แล้วก็ถูกไล่ออกมา

มือข้างที่ว่างผลักบานประตูเข้าไปช้า ๆ บานพับที่ได้รับการดูแลอย่างดีเปิดออกโดยไม่มีเสียง ความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศที่เปิดทิ้งไว้ตลอดเวลายังคงทำหน้าที่ของมัน กลิ่นไม้ซีดาร์ผสมกาแฟคั่วเข้มอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาลอยมากระทบจมูก มันเคยเป็นกลิ่นที่ทำให้หัวใจเธอเต้นแรง ทว่าวินาทีนี้... มันเป็นเพียงกลิ่นของคนแปลกหน้า

หญิงสาวลากกระเป๋าเข้ามาหยุดกลางห้อง กวาดสายตามองชั้นหนังสือไม้สักสูงจรดเพดานที่อัดแน่นด้วยตำราธุรกิจและแฟ้มการลงทุน โต๊ะทำงานไม้บุหนังอิตาลีตัวใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง ทุกสิ่งบนโต๊ะถูกจัดระเบียบไว้อย่างเนี้ยบกริบ ปากกาหมึกซึมยี่ห้อหรูวางขนานกับแท่นเสียบนามบัตร แฟ้มเอกสารวางซ้อนกันเป็นระเบียบ ไม่มีสิ่งใดวางผิดที่ผิดทาง สะท้อนถึงนิสัยเจ้าระเบียบ เยือกเย็น และไม่อนุญาตให้ใครล้ำเส้นของผู้เป็นเจ้าของ

มนต์สิชาปล่อยมือจากกระเป๋า ล้วงหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลที่หนีบไว้ข้างลำตัวขึ้นมา ปลายนิ้วสอดเข้าไปด้านใน ดึงเอกสารกระดาษเอสี่สองแผ่นที่ทนายกวินจัดการร่างให้ออกมา

ตัวอักษรสีดำที่หัวกระดาษพิมพ์ไว้เด่นชัด... 'หนังสือสัญญาหย่าและข้อตกลงแยกกันอยู่'

เธอเดินตรงไปที่โต๊ะทำงาน รองเท้าส้นเตี้ยย่ำลงบนพรมเปอร์เซียเนื้อหนาจนแทบไม่ได้ยินเสียงฝีเท้า หญิงสาววางเอกสารลงบนแผ่นรองเขียนหนังสีดำสนิทตรงกลางโต๊ะ มันคือจุดที่เขามักจะมองเป็นสิ่งแรกเมื่อทรุดตัวลงนั่ง ไม่มีทางที่สายตาคู่นั้นจะมองข้ามมันไปได้

มนต์สิชาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบแหวนแต่งงานเพชรเม็ดงามที่เธอถอดเก็บไว้ตั้งแต่ตอนอยู่โรงพยาบาลขึ้นมา เพชรน้ำดีหลายกะรัตส่องประกายล้อแสงไฟดาวน์ไลต์ แววตาของเธอสงบนิ่ง ไม่มีความลังเลหรืออาลัยอาวรณ์

หญิงสาววางแหวนวงนั้นทับลงบนเอกสารหย่าตรงมุมล่างขวา ทับลงบนตำแหน่งที่มีชื่อ 'ภพธร วรเวชกุล' พิมพ์รอให้เขาจรดปากกาเซ็น

กริ๊ก...

เสียงโลหะกระทบแผ่นกระดาษดังกังวานเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบ

"ลาก่อน... คุณภพ"

เสียงที่เคยใช้พร่ำบอกรักและห่วงใย เอ่ยคำลากับความว่างเปล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เธอไม่ได้รอให้เขามาได้ยิน และไม่ได้ต้องการให้เขามารับรู้ความรู้สึกใด ๆ อีกต่อไป

ร่างบางหมุนตัวกลับ คว้าด้ามจับกระเป๋าเดินทางแล้วลากมันออกจากห้องทำงานของประธานบริหารวี-กรุ๊ปโดยไม่ปรายตามองกลับไปอีก บานประตูไม้โอ๊กปิดลงตามหลัง เสียงล็อกดังกริ๊ก ตัดขาดความสัมพันธ์ทั้งหมดลงอย่างสมบูรณ์

มนต์สิชาเดินลงบันไดหินอ่อนกลางคฤหาสน์ โถงรับแขกด้านล่างยังคงเงียบสนิท เธอเดินผ่านรูปถ่ายแต่งงานบานใหญ่ประดับกรอบหลุยส์ที่แขวนไว้กลางผนัง ในภาพชายหนุ่มยืนตัวตรงสวมชุดทักซิโดด้วยใบหน้าเรียบตึง ไม่มียิ้มประดับมุมปาก เคียงข้างกับเธอที่ยิ้มกว้างอย่างมีความหวัง วันนี้เธอเพิ่งตระหนักได้ว่าภาพนั้นไม่ได้สื่อถึงความหรูหรา แต่มันคือลางบอกเหตุของความพ่ายแพ้มาตั้งแต่ต้น

มือบางผลักประตูหน้าบ้านออกไป คลื่นความร้อนยามบ่ายของกรุงเทพมหานครปะทะเข้ากับผิวหน้าในทันที แต่มันกลับทำให้เธอรู้สึกถึงชีวิตและอิสระ มากกว่าอากาศเย็นเฉียบในคฤหาสน์หลังนี้

รถแท็กซี่ที่เรียกผ่านแอปพลิเคชันจอดรอเทียบตรงลานน้ำพุหน้าบ้านเรียบร้อยแล้ว คนขับวัยกลางคนในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนรีบเปิดประตูลงมาช่วยยกกระเป๋าเดินทางใส่ท้ายรถอย่างแข็งขัน

"ไปตามหมุดในแอปพลิเคชันเลยใช่ไหมครับคุณผู้หญิง"

"ค่ะ ไปที่คอนโดตามโลเคชันเลยค่ะ" มนต์สิชาตอบเสียงเรียบ พลางสอดตัวเข้าไปนั่งในห้องโดยสารด้านหลัง

"แอร์เย็นไปบอกได้นะครับ อากาศข้างนอกร้อน ผมเลยเร่งแอร์ไว้เผื่อ" คนขับบอกอย่างมีน้ำใจก่อนจะปิดประตูท้ายแล้วกลับเข้ามานั่งประจำที่

"พอดีแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะ"

เธอเอนหลังพิงเบาะรถแท็กซี่ที่ไม่ได้นุ่มสบายเท่าเบาะหนังของรถยุโรปคันหรูที่เคยนั่งประจำ แต่มันกลับให้ความรู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลายอย่างประหลาด

คนขับเหยียบคันเร่ง เครื่องยนต์สั่นสะเทือนเล็กน้อยก่อนตัวรถจะค่อย ๆ เคลื่อนไปข้างหน้า ล้อรถบดไปบนพื้นถนนของคฤหาสน์ มนต์สิชาทอดสายตามองผ่านกระจกติดฟิล์มสีชาออกไปด้านนอก ต้นไม้ใหญ่ที่ถูกตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ รูปปั้นหินอ่อน ม้านั่งใต้ต้นไม้ และสนามหญ้าที่เธอเคยมายืนรดน้ำด้วยตัวเอง... ทุกอย่างกำลังเคลื่อนผ่านสายตาและถูกทิ้งไว้เบื้องหลังอย่างรวดเร็ว

รถแท็กซี่แล่นผ่านประตูรั้วอัลลอยที่เปิดกว้าง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในป้อมลุกขึ้นยืนมองตามด้วยความประหลาดใจที่เห็นนายหญิงของบ้านนั่งรถสาธารณะออกไป แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามหรือกักตัวไว้

เมื่อท้ายรถพ้นเขตแดนของตระกูลวรเวชกุล มนต์สิชาหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด อากาศภายนอกกำแพงบ้านหลังนี้ช่างปลอดโปร่งและทำให้เธอหายใจได้เต็มปอดเสียที

ขณะที่รถแท็กซี่สีเขียวเหลืองมุ่งหน้าออกสู่ถนนใหญ่ กลืนหายไปกับกระแสการจราจรของเมืองหลวง ทิ้งทุกความเจ็บปวดไว้เบื้องหลัง...

ณ ห้องทำงานที่ปิดสนิทและเย็นเยียบของคฤหาสน์

แหวนแต่งงานเพชรเม็ดงามยังคงวางสงบนิ่ง สะท้อนแสงไฟระยิบระยับทับอยู่บนหนังสือสัญญาหย่าที่มีลายเซ็นของมนต์สิชาประทับไว้อย่างเด่นชัด... สัญลักษณ์แห่งความผูกพันและสัญญาธุรกิจตลอดสามปี ถูกทิ้งไว้กลางโต๊ะทำงาน รอเวลาที่เจ้าของห้องจะกลับมาพบกับจุดจบที่เขาเป็นคนสร้างมันขึ้นมาด้วยมือตัวเอง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป